ss HEALTH 2 U สาระสุขภาพ: Vitamin C
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Vitamin C แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Vitamin C แสดงบทความทั้งหมด

ประโยชน์ของการรับประทานวิตามินซี

ประโยชน์ของวิตามินซี

วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป ซึ่งเราสามารถรับวิตามินซีจากสารอาหารที่เราทานเข้าไปได้ไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ต่างๆ แต่บางคนไม่ชอบทานผักผลไม้จึงอาจจำเป็นต้องทานวิตามินเสริม เพราะประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายดังต่อไปนี้
1.วิตามินซีเป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกันซึ่งจะทำให้ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
2.วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความแก่และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
3.ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น และช่วยลบเลือนจุดด่างดำ
4.ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
5.ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
6.ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตายในกรณีเด็กอ่อน
7.ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก
8.ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว
9.ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
10.ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
11.การรักษาด้วยการฉีดวิตามินซีปริมาณสูง ในผู้ป่วยมะเร็ง อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ เนื่องจากวิตามินจะเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ มะเร็ง ให้กลายเป็นกรดขึ้น ทำให้เนื้อร้ายชะงักและน้ำหนักลดไปได้
11.ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10
12.บรรเทาอาการแพ้ เป็นหวัด หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
13.ช่วยให้ผิวขาวใส เนียน นุ่มลื่นอย่างเป็นธรรมชาติเพราะวิตามิน มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสี และช่วยส่งเสริมให้ร่างกายดูดซึมกลูต้าไธโอน ทั้งจากตามธรรมชาติ และแบบที่ทานเสริมเข้าไปได้ดีขึ้น 
วิตามินซี พบมากในผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักใบเขียว แคนตาลูป มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ พริกไทย เป็นต้น ซึ่งประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายแต่ไม่ควรทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะนอกจากทานไปก็ไม่ช่วยอะไรแล้วยังอันตรายต่อร่างกายด้วย ส่วนปริมาณต่ำสุดที่ควรทานต่อวัน ก็ไม่ควรน้อยกว่า 60 – 100 มิลลิกรัม ไม่อย่างนั้นอาจเกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น ผิวพรรณหมองคล้ำ อ่อนเพลีย มีเลือดออกตามไรฟัน และเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ตามมา

กินวิตามินไม่ถูกเสี่ยงเป็นนิ่ว


กินวิตามินไม่ถูกเสี่ยงเป็นนิ่ว

บางคนเข้าใจว่า การเติมสารอาหารเสริมคือเรื่องจำเป็น แม้ไม่รู้ว่าร่างกายของตนเองขายไปหรือไม่ แต่ก็จะกินให้มีมากเข้าไว้ ดีกว่ารอให้ขาด โดยหารู้ไม่ว่า สารอาหารที่มีประโยชน์บางอย่าง ถ้ามีมากเกินควรอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ

อาหารเสริมวิตามินซีชนิดเม็ด

อย่างเรื่องการกินวิตามินซีเสริมเป็นประจำทุกวันนั้น  การกินวิตามินซีเสริมชนิดเม็ดโดยไม่จำเป็นทุกวัน เพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นสองเท่าที่จะก่อให้เกิดก้อนนิ้วในไตที่เป็นเช่นนั้นเพราะ วิตามินซีส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะในรูปของสารที่ชื่อ อ็อกซาเลต สารนี้ถ้ามีมาก ๆ แล้วไปจับตัวกับแคลเซียมจะก่อให้เกิดผลึกหรือก้อนนิ่วในไต ใครเป็นมักต้องทรมานกับอาการปวดหลัง ปวดท้อง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก่อนคิดจะกินวิตามินซีเสริม แต่ละคนควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ทราบความต้องการของสภาพร่างกาย อย่างไรก็ตาม ทางทีมวิจัยย้ำว่า ผลการศึกษานี้ ไม่ได้หมายรวมถึงวิตามินซีตามธรรมชาติที่ร่ายกายได้รับจากการกินผักและผลไม้ โดยย้ำว่าวิตามินซีจากธรรมชาติคือสิ่งจำเป็นเพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดีต่อกระดูกและกล้ามเนื้อนั่นเอง


สารต้านอนุมูลอิสระ 10 ชนิด


สารต้านอนุมูลอิสระ 10 ชนิด


สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
  1. สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
    ได้รับการขนานนามว่าเป็นสารซุปเปอร์แอนตี้ออกซิแดนท์มานาน เนื่องจากคุณสมบัติเด่นในด้านการกำจัดอนุมูลอิสระ (Free radical) ที่สูงกว่าสารแอนตี้ออกซิแดนท์อื่น ๆ โดยสูงกว่าวิตามินซี 20 เท่า และวิตามินอี 50 เท่า ทั้งยังคงอยู่ในกระแสเลือดได้นานถึง 72 ชม. สามารถป้องกันและลดการทำลายล้างจากสารอนุมูลอิสระ (Free radical) ที่เกิดขึ้นในร่างกายเราตลอดเวลาทั้งจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน อันเป็นสาเหตุของความเสื่อมและอ่อนแอของร่างกายโดยรวม โดยเฉพาะระบบหลอดเลือด หัวใจ ผิวหนัง และตา เมื่อรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่นเป็นประจำจะทำให้ได้รับสาร OPCs เข้าไปยับยั้งการเสื่อมสลายของคอลลาเจนใต้ผิวหนัง จึงช่วยชะลอการเสื่อมของผิวพรรณไม่ให้แก่ก่อนวัยอย่างตรงจุด
    ปริมาณการใช้ วันละ 20-60 มก.
    ชาเขียว
  2. ชาเขียว
    ในชาเขียวประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระประเภทฟลาโวนอยด์ ที่ทรงพลังหลายชนิด โดยเฉพาะสาร EGCG ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง โดยมีฤทธิ์มากกว่าวิตามินอีถึง 20 เท่า มีผลการวิจัยพบว่าชาเขียวสามารถลดอัตราการเป็นมะเร็งของอวัยวะต่าง ๆ ได้ดี โดยเฉพาะมะเร็งปอด, มะเร็งลำไส้, มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งตับ นอกจากนี้ยังช่วยลดความเป็นพิษจากการสูบบุหรี่ เช่น นิโคติน และน้ำมันทาร์ เป็นต้น
    ปริมาณการใช้ วันละ 300-1,000 มก.
    เปลือกสนฝรั่งเศส
  3. สารสกัดจากเปลือกสนฝรั่งเศส
    เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ออกฤทธิ์ได้ดีอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งนอกจากประโยชน์ในการแก้ปัญหาเรื่องฝ้าด้วยการควบคุมการทำงานของกระบวนการสร้างเม็ดสีในร่างกายให้อยู่ในสภาวะที่สมดุล ไม่ผลิตเม็ดสีออกมาผิดปกติจนเป็นฝ้า, กระ แล้ว ยังมีประโยชน์ต่อผิวพรรณและสุขภาพร่างกายโดยรวมอีกด้วย
    ปริมาณการใช้ วันละ 75 มก.
    โคเอ็นไซน์คิวเท็น
  4. โคเอ็นไซน์คิวเท็น
    มีหน้าที่หลักในกระบวนการสร้างพลังงานในระดับเซลล์ เพื่อให้เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างปกติ หากร่างกายขาดโคเอ็นไซม์คิวเท็นถึง 75% ก็อาจเสียชีวิตได้ ทั้งนี้เซลล์ที่ต้องการพลังงานสูงและมีความต้องการโคเอ็นไซม์คิวเท็นมากเป็นพิเศษ ได้แก่ เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์สมอง เพื่อให้มีความตื่นตัว เพิ่มทักษะในการจดจำและผ่อนคลายจากความตึงเครียด ส่วนเซลล์ผิวหนังต้องการโคเอ็นไซม์คิวเท็นเพื่อช่วยฟื้นฟูความสดใส
    ปริมาณการใช้ วันละ 6-15 มก.
    เบต้าคาโรทีน
  5. แนทเชอรัลเบต้าคาโรทีน
    เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ นอกจากประโยชน์ในการบำรุงสายตาและผิวพรรณแล้ว เบต้าแคโรทีนยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งที่ปอดจากการสูบบุหรี่จัด ลดการก่อเซลล์มะเร็งที่ผิวหนัง และทำให้ผิวหนังสามารถต้านทานต่อแสงแดดได้นานยิ่งขึ้น เบต้าแคโรทีนจากธรรมชาติที่สกัดได้จากสาหร่าย D.Salina จะเป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีนที่เข้มข้น และปลอดภัยกว่าชนิดทั่วไปที่เป็นเคมีสังเคราะห์
    ปริมาณการใช้ วันละ 6-15 มก.
    ลูติน
  6. ลูติน
    เป็นสารธรรมชาติพบได้มากในพืชผักที่มีสีเขียวเข้ม เช่น ผักกาดเขียว ใบหยิก ผักปวยเล้ง ในชีวิตประจำวันนอกจากจะต้องเผชิญกับรังสียูวีในแสงแดดที่กระทบต่อดวงตาโดยตรงแล้ว ยังต้องเจอกับแสงจ้าจากเครื่องคอมพิวเตอร์และทีวีวันละหลายชั่วโมง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เซลล์ในตาอ่อนแอหรือเสื่อมสภาพและตาบอดได้ ซึ่งการรับประทานลูตินจะเป็นสารอาหารที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของจุดรับภาพและจอประสาทตาได้ดี เพราะมีส่วนรวมในการทำงานของเอนไซม์ต่าง ๆ ที่สำคัญ
    ปริมาณการใช้ วันละ 6-20 มก.
    กรดอัลฟ่าไลโปอิค
  7. กรดอัลฟ่าไลโปอิค
    สารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาตินี้ทำหน้าที่สำคัญ ๆ หลายอย่างในร่างกาย การใช้เป็นอาหารเสริมจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยปรับปรุงกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงาน จึงช่วยป้องกันและบรรเทาโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวานได้ดี
    ปริมาณการใช้ วันละ 50-200 มก.
    ใบแปะก๊วย
  8. สารสกัดจากใบแปะก๊วย
    ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากใบแปะก๊วยเป็นผลมาจากสารในกลุ่มฟลาโวนไกลโคไซด์ ที่มีอยู่กว่า 20 ชนิดในใบแปะก๊วย ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระ (Free radical) ในร่างกายได้ ทั้งนี้นอกจากคุณสมบัติอันโดดเด่นในการป้องกันความเสื่อมของเซลล์สมองและช่วยบำรุงสุขภาพสมองอย่างมีประสิทธิภาพจนเป็นที่ยอมรับทั่วโลกแล้วนั้น คุณสมบัติในการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สมองยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตันได้อย่างตรงจุดเช่นกัน
    ปริมาณการใช้ วันละ 40-80 มก.
    วิตามินซี
  9. วิตามินซี
    นอกจากประโยชน์ในการเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหวัด และบรรเทาอาการภูมิแพ้แล้ว วิตามินซียังช่วยสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวพรรณ คลายความเครียด ความอ่อนเพลีย แก้สภาวะการเป็นหมันในผู้ชาย โดยช่วยเพิ่มความแข็งแรง และปริมาณของตัวอสุจิอีกด้วย
    ปริมาณการใช้ วันละ 1,000-4,000 มก.
    วิตามินอี
  10. วิตามินอี
    ช่วยในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ ป้องกันโรคหัวใจและการอุดตันของเส้นเลือดในหัวใจ ทั้งยังช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ การรับประทานวิตามินอีในระยะยาวยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และลดอัตราการตายของผู้ชายที่สูบบุหรี่จัด
    ปริมาณการใช้ วันละ 200-400 มก.

วิตามินซีสำหรับฉีด เอามาทาแล้ว หน้าใสได้หรือไม่?


“วิตามินซีทาหน้า (Vitamin C Injection) ใช้มาร์คหน้า ทาหน้า ทารักแร้ ขาหนีบ ขาวใส ไม่ต้องฉีด ไม่แพง ไม่มีของปลอม มี อย. รับรองใช้แล้วหน้าใส ไบร้ทเป็นประกายปิ้งๆๆๆ” 

Vitamin C

คุณสาว ๆ ที่อยากสวยหน้าใส ฟังแล้วแทบอยากซื้อมาซักสองร้อยโหล จะทาให้หน้าใสไปชั่วชีวิตเลย แต่คุณผู้หญิงที่ฉลาดจะถามมาก่อนเลยว่า มันจะได้ผลและปลอดภัยจริงหรือ? มาฟังคำตอบจากเภสัชกรกัน

วิตามินซีช่วยหน้าใส ได้ผลจริงไหม ?
สภาพผิวของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากเราได้รับสารอาหารครบถ้วน ดูแลผิวพรรณอย่างเหมาะสมตามสภาพ จะช่วยทำให้ความเสื่อมชราลดลงมากกว่าใครก้อตามที่ไม่เริ่มต้นดูแลผิวเลย

ที่เราชอบเรียกกันว่าหน้าใส นั้น จริงๆแล้วเกิดจากการที่เราดูแลผิวดีตามที่กล่าวมาข้างต้น ผิวของเราจะสมบูรณ์ มีความชุ่มชี้นเปล่งปลั่ง สีผิวเรียบสม่ำเสมอ ก็เลยดูและเรียกว่าผิวหน้าใส  หน้าที่ของวิตามินซีเป็นหนึ่งในสารสำคัญในการสร้างคอลลาเจน ที่ไปสร้าง ความเต่งตึง เปล่งปลั่งของผิวเรา

วิตามินซี จะกิน หรือทา หรือฉีดแบบไหนดีกว่ากัน
คงไม่ต้องบอกว่าแหล่งอาหารประเภทไหนที่เราจะได้วิตามินซีอย่างเพียงพออีกแล้ว เราสามารถเลือกอาหาร ผลไม้ อาหารเสริมที่มีวิตามินธรรมชาติได้อย่างเพียงพออยู่แล้ว พอเรากินเข้าไประบบดูดซึมก้อจะนำพาวิตามินซีไปสู่เป้าหมายต่างๆรวมทั้งผิวหนังอย่างสมดุลย์ช่วยทำหน้าที่รักษาสภาพผิวให้สวยงามต่อไป

แต่ถ้าหากในคนไข้บางรายที่มีปัญหาเรื่องโภชนาการ หรือร่างกายมีการดูดซึมได้น้อย แพทย์จะเลือกเสริมวิตามินตัวนี้โดยการฉีด แต่ไม่ง่ายดายเหมือนกับในโฆษณาที่มามั่วๆกันอยู่ ต้องดูสภาพร่างกายของคนไข้ เลือกรูปแบบยาฉีดที่เหมาะสม ขบวนการให้ก้อต้องดูว่าจะฉีดอย่างไรเข้าเส้นหรือกล้ามเนื้อ ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ชำนาญการเท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าคนไข้ปลอดภัยทั้งก่อนและหลังการฉีด และคอยตรวจสภาพร่างกายว่าเราได้รับยาฉีดเพียงพอแล้ว

การหลงเชื่อคำกล่าวแม่ค้าพ่อค้าหิวเงิน ไปหลงซื้อมาฉีดเอง คือการฆ่าตัวตายด้วยความโง่ของคนไข้และความโลภของคนขายแท้ๆ

วิตามินซีแบบฉีด (Vitamin C Injection) เอามาทาหน้า ได้ผลมั้ย?
หากคุณสาวๆ เข้าใจกันถึงนิสัยของวิตามินซีตัวนี้กันแล้ว คงไม่ต้องแปลกใจที่จะบอกว่าวิตามินซีแบบฉีด (Vitamin C Injection) นั้นเมื่อเราเปิดภาชนะบรรจุแล้ว ตัวมันเองจะโดนสภาพแวดล้อม ทำลายคุณภาพลงไปอย่างรวดเร็วมาก ไม่ได้มีความเข้มข้นเหมือนในหลอด ดังนั้นปริมาณวิตามินซีที่เพียงพอเมื่อถึงผิวจริงๆ จะเสื่อมสลายไปแล้วจำนวนหนึ่ง

ซ้ำร้าย วิตามินซีแบบน้ำในยาฉีดนั้น  ไม่มีความสามารถในการดูดซึมซับไปสู่ผิวหนังแท้หรือชั้นกล้ามเนื้อที่สร้างความเต่งตึงได้เลยแต่อย่างใด หากเราทาไปก้อแค่กลิ้งไปมาบนผิวหนังชั้นนอกๆ แล้วก้อระเหยออกไป ไม่มีทางที่ที่วิตามินซีจะแสดงศักยภาพช่วยให้ผิวสวยสดใส แต่อย่างใด ซ้ำร้ายอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองเนื่องจากค่าความเป็นกรดซ้ำเติมให้ผิวแย่ลงได้ไปอีก

การนำวิตามินซีรูปแบบยาฉีดดังกล่าวมาใช้ทาหน้า ไม่มีโอกาสจะได้ผล 
ตามความจริงที่เล่ามาแล้ว  ถ้าคุณสาวๆ จะอ้างว่าก้อมันได้ผลจริงๆนะ หากยังมีสมองอยุ่ก้ออยากจะบอกว่า จะเชื่อใครระหว่างเภสัชกรที่เอาความจริง ที่ค้นคว้ามาเตือนกัน หรือคนขายของที่ไม่รู้อะไรเลย นอกจากอยากได้เงินจากกระเป๋าเราเท่านั้น

บทความอาหารเสริมที่เกี่ยวข้อง