ss HEALTH 2 U สาระสุขภาพ: สารอาหาร
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

แร่ธาตุทองแดง

ทองแดง
ข้อเท็จจริง
ร่างกายต้องการเพื่อใช้ในการเปลี่ยนธาตุเหล็กให้เป็นเฮโมโกลบิน (เฮโมโกลบินคือส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง มีความสำคัญในการนำพาออกซิเจนไปยังเซลล์)
สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ภายในสิบห้านาทีหลังจากรับประทาน
ช่วยให้ร่างกายใช้กรดแอมิโนไทโรซินได้ โดยไทโรซินเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเม็ดเลือดสีที่เส้นผมและผิวหนัง
มีในบุหรี่ ยาคุมกำเนิด และควันพิษจากรถยนต์
จำเป็นต้องใช้ประกอบในการนำวิตามินซีไปใช้
ไม่มีขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันที่กำหนดโดยสถาบันวิจัยแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา แต่ในปัจจุบันแนะนำให้รับประทานได้ 1.5-3 มก. สำหรับผู้ใหญ่

แร่ธาตุนี้ดีต่อร่างกายคุณอย่างไร
ช่วยให้คุณมีพลังงาน โดยการช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรคจากการขาดแร่ธาตุ
โลหิตจาง บวม โรคของกระดูก และอาจเกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบ รูมาทอยด์

แหล่งจากธรรมชาติที่ดีที่สุด
ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ ถั่วลันเตา โฮลวีต ลูกพรุน เครื่องในสัตว์ กุ้ง และอาหารทะเลส่วนใหญ่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
มักมีอยู่ในวิตามินรวมและแร่ธาตุ ในขนาด 2 มก.

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากไป
พบได้น้อยมาก

ศัตรู
ไม่ถูกทำลายง่าย ๆ

คำแนะนำส่วนตัว
สิ่งสำคัญสำหรับทองแดงคือ คนส่วนใหญ่ยังรับประทานไม่มากพอ ผมแนะนำให้รับประทานวิตามิน แร่ธาตุรวม ที่มีไกลซิเนตคอปเปอร์ 2 มก. การรับประทานมากไปอาจทำให้ระดับของสังกะสีในร่างกายต่ำ และยังทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ผมร่วง ประจำเดือนมาไม่ปกติ และภาวะซึมเศร้าได้
หากคุณรับประทานผลิตภัณฑ์กลุ่มธัญพืชไม่ขัดสี ผักใบเขียวสด ๆ หรือเครื่องในสัตว์เพียงพอ คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการรับประทานทองแดงอีก
การปรุงอาหารหรือเก็บรักษาอาหารที่มีความเป็นกรดในภาชนะที่เป็นทองแดง ช่วยเพิ่มธาตุทองแดงในอาหารที่คุณรับประทานได้


ไบโอติน (โคเอนไซม์อาร์ หรือวิตามินเอช)

ไบโอติน (โคเอนไซม์อาร์ หรือวิตามินเอช)

ข้อเท็จจริง
เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ มีซัฟเฟอร์เป็นส่วนประกอบ และเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลวิตามินบีรวม โดยปกติมีหน่วยวัดเป็นไมโครกรัม (มคก.)
การสังเคราะห์กรดแอสคอร์บิกต้องใช้ไปโดตินเป็นตัวช่วย
มีส่วนสำคัญต่อการเผาผลาญไขมันและโปรตีน
ขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 100-300 มคก.
แบคทีเรียในลำไส้สังเคราะห์วิตามินนี้ได้
ไข่ดิบลดการดูดซึมของวิตามิน
ทำงานเสริมกันกับบี 2 บี 6 ไนอะซิน และวิตามินเอ และช่วยในการรักษาสุขภาพผิวพรรณ


วิตามินนี้ดีต่อร่างกายคุณอย่างไร
ช่วยป้องกันผมหงอก ช่วยในการป้องกันและรักษาโรคเกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะล้าน
บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการผื่นผัวหนังอักเสบ ผื่นคัน ช่วยป้องกันและรักษาเล็บแห้งเปราะ

โรคจากการขาดวิตามิน
ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณหน้าและตัว อ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรง กระบวนการเผาผลาญไขมันไม่สมบูรณ์ เบื่ออาหาร ผมร่วง ซึมเศร้า

แหล่งจากธรรมชาติที่ดีที่สุด
ตับวัว ไข่แดง แป้งถั่วเหลือง บริวเวอร์ยีสต์ นม เนยถั่ว และข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ไบโอตินมักรวมอยู่ในวิตามินบีรวมและวิตามินรวมทั่วไป ขนาดที่รับประทานโดยทั่วไปคือ 25-300 มคก.ต่อวัน

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากไป
ยังไม่พบผู้มีอาการเป็นพิษจากไบโอติน

ศัตรู
ไข่ขาวดิบ (มีอะวิดิน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ขัดขวางการดูดซึมของไบโอติน) น้ำ ยาในกลุ่มซัลฟา ฮอร์โมนเอสโทรเจน กระบวนการแปรรูปอาหาร และแอลกอฮอล์

คำแนะนำส่วนตัว
หากคุณดื่มเครื่องดื่มปั่นโปรตีนสูง ซึ่งมีไข่ดิบผสมอยู่ คุณอาจต้องการไบโอตินเสริม
หากคุณกำลังรับประทานยาปฏิชีวนะหรือยาในกลุ่มซัลฟา ควรรับประทานไบโอตินอย่างน้อย 25 มคก.ต่อวัน ผู้ชายที่มีปัญหาผมร่วง อาจพบว่าการรับประทานไบโอตินเสริม จะช่วยให้ผมคงอยู่บนหนังศีรษะนานขึ้น ระลึกไว้เสมอว่าไบโอตินทำงานเสริมกันและมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับบี 2 บี 6 ไนอะซิน และวิตามินเอ

ขณะตั้งครรภ์ ระดับของไบโอตินจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะไม่สัมพันธ์กับน้ำหนักแรกเกิดของลูก แต่คุณก็อาจปรึกษาแพทย์ประจำตัวถึงความเป็นไปได้ที่จะรับประทานเป็นอาหารเสริม เพื่อช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น เพื่อรักษาอาการเล็บแห้ง ฉีก เปราะ ลองรับประทานไบโอติน 300 มคก. ทุกวันเป็นเวลาสามเดือน หากคุณสังเกตว่าอาการดีขึ้นค่อยปรับลดขนาดยาลง ในทางตรงข้าม หากไม่พบอาการดีขึ้นเลย ควรหยุดรับประทานและปรึกษาแพทย์ผิวหนังจะดีกว่า




วิธีเลือกวิตามิน เพื่อบำรุงผิวพรรณสำหรับสาวยุคใหม่

เคยสังเกตุไหมว่า ครีมบำรุงต่างๆ มักอ้างสรรพคุณในการบำรุงด้วยการใส่สารพัด วิตามิน ที่จะช่วยให้ผิวของคุณผู้หญิง สวย ขาว ใส ไร้ริ้วรอย แต่จริงๆ แล้ววิตามินสารบำรุงผิวมีข้อดีที่แตกต่างและชัดเจนในเรื่องการบำรุงผิว

ปัญหาผิวของผู้หญิงคงมีมากมายต่างๆนานา แต่เราสามารถ แก้ไขได้ด้วยวิตามิน  เพราะจริงๆแล้วสารสกัดจากธรรมชาติ ก็มีวิตามินที่แฝงอยู่เพียวแต่ว่าเราเลือกใช้วิตามินตรงกับปัญหาสุขภาพผิวจริงๆหรือไม่ วันนี้เราจะมาแนะวิธีเลือกใช้วิตามิน เพื่อให้ผิวคุณผู้หญิงมีผิวที่สวย ใส ขาว ไร้ริ้วรอย เรียกได้ว่าผิวสวยสมบูรณ์แบบ
  
วิตามินบำรุงผิว
  • หากคุณมีปัญหารอยจาง ๆ บนใบหน้าหรือรอยย่นของวัย 
เลือกใช้ : วิตามินเอ
 
นอกจากการเลือกใช้เครื่องสำอาง เพื่ออำพรางริ้วรอยต่าง ๆ ของวัยแล้ว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอล หรือ เรตินเอ ซึ่งเป็น วิตามินเอชนิดหนึ่ง ก็สามารถลดริ้วรอยจาง ๆ ของผิวได้ โดยมีผลการ วิจัยจาก วารสารของสมาคมแพทย์ผิวหนังของสหรัฐ ล่าสุด ยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอลเอ ในปริมาณเพียง 1 % ก็เพียงพอ ที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้โครงสร้างของผิวมีความยืดหยุ่นดีขี้น และช่วยลดริ้วรอยของวัยได้ แต่เครื่องสำอางโดยทั่วไป มักมี เรตินอลเอ ในปริมาณ 0.05-0.5 % จึงอาจทำให้เห็นผลได้ช้าขึ้น ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จึงควรตรวจสอบว่า มีเรตินอลเอ อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ 
  • หากคุณมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย
เลือกใช้ : วิตามินบี 3
 
สำหรับคนที่ผิวบอบบาง แพ้ง่าย แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ประเภท glycolic , salicylic acid รวมทั้ง AHA เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะค่อนข้างรุนแรงต่อผิว และอาจทำให้เกิดปัญหาการแพ้ได้มากขึ้น Zoe Draelos แพทย์ผิวหนังจากมหาวิทยาลัย เวค ฟอเรส ในนิวยอร์ค แนะนำให้ผู้ที่ มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินบี 3 หรือ ไนอาซิน (niacin) ซึ่งจะมีความเป็นกรดต่ำ จึงทำให้ระคายเคืองต่อผิว ได้น้อยกว่า 
  • หากคุณมีปัญหาผิวพรรณจากแสงแดด (กระ ฝ้า และริ้วรอย)
เลือกใช้ : วิตามินซี
 
มีผลการศึกษาที่ลงพิมพ์ในวารสาร the Journal of Applied Cosmetology ระบุว่า วิตามินซี มีผลดีต่อผิวโดยทำหน้าที่เหมือน สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสีของแสงแดด รวมทั้งมลภาวะต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิด กระ จุดด่างดำบนผิวหน้า รวมทั้ง อาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ แต่อย่างไรก็ตาม การจะได้ผลิตภัณท์ที่มี ส่วนผสมของวิตามินซี ให้ได้ผลนั้น ลิตภัณฑ์ดังกล่าว ควรมีวิตามินซี ผสมอยู่ในปริมาณ 10 % หรือสูงกว่า และควรใช้ทุกวันก่อนออกจากบ้าน เหมือนกับการใช้ครีมป้องกันแดด 
  • หากคุณมีปัญหาผิวแห้ง หรือผิวหยาบกร้าน
เลือกใช้ : วิตามินบี 5 หรือวิตามินอี
 
วิตามินทั้งสองชนิดนี้ มักจะรู้จักดีว่า เป็นเสมือนสารมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว แต่วิตามินอียังทำหน้าที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ได้ดีอีกด้วย แต่ผลการวิจัยจาก มหาวิทยาลัยไมอามี เมื่อเร็ว ๆนี้ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินที่มีขายกันในตอนนี้ ยังไม่มี ผลดีต่อการลดริ้วรอย แพทย์ผิวหนังจึงแนะนำให้ใช้วิตามิน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวมากกว่าที่จะหวังผลในด้านช่วยลดริ้วรอยของวัย 
  • หากคุณมีปัญหารอยคล้ำใต้ตา
เลือกใช้ : วิตามินเค เรตินอลเอ หรือวิตามินซี
 
ปัญหารอยคล้ำใต้ตานั้น บางครั้งก็ไม่ได้เกิดจากการอดนอนเสมอไป เพราะอาจจะมีสาเหตุมาจากการเป็น โรคภูมิแพ้ การขยี้ตาบ่อย ๆ สูบบุหรี่ หรือจากกรรมพันธุ์ก็ได้
 
วิตามินเค จะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงทำให้สีผิว บริเวณนี้หายคล้ำลงได้ และมีผลการวิจัยล่าสุด พบว่า การใช้วิตามินเค 1 % ผสมกับ เรตินอลเอ ปริมาณ 0.15 % จะมีผลดีต่อการลดรอยคล้ำใต้ตาได้อย่างชัดเจนขึ้น แต่ก็อาจจะเกิดปัญหาระคายเคืองได้บ้าง Jeffrey Blumberg ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย Tufts บอกว่า วิตามินซี ก็ช่วยแก้ปัญหารอยคล้ำใต้ตาได้ดีเช่นกัน
 
แม้ว่าเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของวิตามินต่าง ๆ จะช่วยแก้ปัญหาของผิวพรรณได้ก็ตาม การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้คุณได้รับวิตามินสำคัญ ๆ ที่ร่างกายต้องการอย่างครบถ้วน ก็การันตีได้ว่า คุณผู้หญิงจะมีสุขภาพแข็งแรง และย่อมจะมีผลดีต่อผิวพรรณในระยะยาวอีกด้วย

 

3 วิตามินยอดฮิตในรูปแบบเม็ด กินมากไปมีแต่ผลเสีย!?

เป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามิน ถือเป็นสารอาหารสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายสมบูรณ์และแข็งแรง ปัจจุบันวิตามินในรูปแบบอาหารเสริมทั้งหลาย จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่อะไรที่ได้มากเกินไป แทนที่จะส่งผลดี ก็กลับส่งผลเสียทำคุณป่วยได้ง่ายๆ
      
มาดูกันว่าวิตามิน (Vitamin) ยอดฮิต ที่คุณๆ นิยมซื้อหามารับประทานกันน่ะ หากได้รับมากเกินไป จะส่งผลเสียอย่างไรได้บ้าง


       วิตามินอี
      
       สาวเราหลายคนนิยมทานวิตามินอี (Vitamin E) กันนัก เพราะขึ้นชื่อในเรื่องช่วยให้ผิวพรรณสวยใส เปล่งปลั่ง แถมคุณหนุ่มๆ ก็ยังเคยปลื้มกันนัก เนื่องจากเคยมีงานวิจัยจากประเทศฟินแลนด์ระบุว่า การรับประทานวิตามินอีเป็นอาหารเสริมทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
      
       ทว่าต่อมาในปีคศ.2001 สถาบันมะเร็งแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาอย่างจริงจัง และพบข้อเท็จจริงว่า การรับประทานวิตามินอีในระยะยาวอาจส่งผลเสีย ผลการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่รับประทานวิตามินอีทุกวันติดต่อกันมานาน 5 ปี กลับมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้นถึงร้อยละ17
      
       ทั้งนี้วิตามินอีมีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย พบมากในอาหารเช่น บรอกโคลี, ข้าวสาลี, เมล็ดทานตะวัน, ถั่ว, ธัญพืช ฯลฯ ซึ่งการได้รับวิตามินอีมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, ตาพร่ามัว, แน่นท้อง, ท้องร่วง และถ้าร่างกายมีวิตามินอีสูงมาก ก็อาจขัดขวางการดูดซึมวิตามินเออีกด้วย
      
       ดร. Eric Klein แห่งสถานพยาบาลคลีฟแลนด์ระบุว่า “คนมักคิดว่า วิตามินเป็นของที่ไม่อันตราย แม้กินมากก็ไม่ได้ส่งผลเสีย แต่ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า หากเรารับประทานอาหารครบ 5 หมู่อย่างสม่ำเสมอแล้ว การกินวิตามินเสริมก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ซ้ำร้ายยิ่งกินมาก ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้”
       วิตามินเอ
      
       วิตามินเอ (Vitamin A) ขึ้นชื่อว่ามีประโยชน์ช่วยในการมองเห็น บำรุงสายตา ทั้งยังมีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง นอกจากนี้เบต้าแคโรทีน(Beta-Carotene) ซึ่งเป็นสารอาหารที่พบในพืช (และจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย) ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย
      
       ทว่าการได้รับเบต้าแคโรทีนมากเกินควร กลับส่งผลตรงข้าม เพราะจากการศึกษาใช้เบต้าแคโรทีน เพื่อป้องกันโรคมะเร็งปอด โดยให้ตำรวจจราจรในหลายประเทศ รับประทานเบต้าแคโรทีนชนิดเม็ดเป็นอาหารเสริม ผลการวิจัยพบว่า แทนที่จะเป็นการลด แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มอัตราการเกิดโรคมะเร็งปอดให้มากขึ้น
      
       ทั้งนี้เพราะสารเบต้าแคโรทีนคือ สารต้านอนุมูลอิสระ (Ani-Oxdant) ที่เมื่อร่างกายได้รับมากเกินความต้องการจะหันไปทำหน้าที่ตรงกันข้าม นั่นคือ กลายเป็น “Pro Oxidant” หรือสารที่ส่งเสริมให้เกิดอนุมูลอิสระ (ตามเหตุผลทางชีวเคมี)
      
       Gerard Mullin ผู้อำนวยการ ด้านโภชนาการอาหารแบบบูรณาการ ยังระบุด้วยว่า การได้รับวิตามินเอมากเกินไป เช่น กินวิตามินเอที่เป็นอาหารเสริมชนิดเม็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรับประทานวิตามินเอชนิดเม็ด ร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) จะมีส่วนทำให้เกิดพังผืดในตับได้
      
       “คนจำนวนมากไม่ทราบว่าการได้รับวิตามินเอมากเกินไปสามารถเกิดอันตรายได้”
      
       แต่คุณๆ คงไม่ต้องกังวลถึงขั้นเลิกทานอาหารที่เปี่ยมเบต้าแคโรทีนหรอกนะคะ เพราะการได้รับเบต้าแคโรทีนในรูปแบบของอาหารธรรมชาติ เช่น ได้จากแครอท, ฟักทอง, ตำลึง หรือมะละกอสุก นั้นเป็นไปได้ยากที่ร่างกายจะได้รับเบต้าแคโรทีนมากเกินควร (เพราะต้องทานในปริมาณมากจริงๆ ซึ่งคุณคงอิ่มเสียก่อน) แต่การได้รับเบต้าแคโรทีนจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี่สิ น่าเป็นห่วง เพราะแค่เม็ดเดียวก็มีเบต้าแคโรทีนเพียบแล้ว
       วิตามินซี
      
       วิตามินซี (Vitamin C) มีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย, ป้องกันอนุมูลอิสระ, ต่อต้านโรคหัวใจ, ช่วยให้สุขภาพเหงือกแข็งแรง ทั้งยังโด่งดังเรื่องบรรเทาอาการหวัด โดยการศึกษาเมื่อปีคศ. 1995 พบว่า หากรับประทานวิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายหวัดได้เร็วขึ้น 21% (แต่ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซีสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้นะคะ)
      
       วิตามินซีมีข้อดีคือ สามารถละลายน้ำได้ นั่นหมายความว่า หากคุณรับประทานวิตามินซีมากเกินไป ร่างกายของคุณก็จะขับวิตามินซี ที่เป็นส่วนเกินออกมาได้ โดยไม่เป็นอันตราย
      
       แต่อย่างไรก็ตาม Gerard Mullin บอกว่า “การได้รับปริมาณวิตามินซีมากเกินไป..มากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวันต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้เกิดนิ่วในไตได้”
      
       นอกจากนี้หากรับประทานวิตามินซีมากเกิน 1,000 มิลลิกรัม ยังอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย และหากทานตอนท้องว่างก็อาจเกิดการระคายเคืองในทางเดินอาหาร เนื่องจากความเป็นกรดของวิตามินซี ทั้งยังอาจเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือถึงขั้น คลื่นไส้ อาเจียน ได้ด้วย
      
       ด้าน Dee Sandquist นักโภชนาการ และโฆษกสมาคมนักโภชนาการ แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวสรุปถึงเรื่องการรับประทานวิตามินว่า การรับประทานวิตามินโดยเฉพาะที่เป็นอาหารเสริมมากเกินไป มีแนวโน้มที่ร่างกายจะเสียสมดุล จนอาจทำให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะ หรือ ท้องร่วง ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ การรับประทานอย่างมีสติ เลือกที่จะทานวิตามินจากอาหารสดที่มาจากธรรมชาติ
      
       “หากคุณรู้จักเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมครบ 5 หมู่ อย่างสม่ำเสมอแล้ว คุณก็ไม่ต้องกังวลที่จะหาวิตามินเสริมมารับประทานแล้ว เว้นแต่แพทย์จะแนะนำ คุณค่อยหามารับประทาน”
เรียบเรียงจากยาฮูเฮลธ์
ไปหน้าแรก  อาหารเสริมและวิตามิน

       

สารเพิ่มเนื้อ สารยึดเกาะ หรือสารอื่น ๆ ที่เติมลงในเม็ดยาที่รับประทานเข้าไป

สารเพิ่มเนื้อ สารยึดเกาะ หรือสารอื่น ๆ ที่เติมลงในเม็ดยาที่รับประทานเข้าไป

มีอะไรในเม็ดวิตามินเสริมอาหารมากกว่าที่เราเห็น และบางครั้งก็มากกว่าที่ระบุไว้บนฉลาก สารเพิ่มเนื้อ สารยึดเกาะ สารหล่อลื่น และสารอื่น ๆ ที่ไม่มีกฎให้ต้องระบุไว้บนฉลาก จึงพบได้บ่อยครั้งที่ไม่มีการระบุใด ๆ แต่หากคุณสงสัยใคร่รู้ว่าคุณกลืนอะไรลงไปบ้าง รายชื่อสารต่อไปนี้น่าจะช่วยบอกคุณได้


- สารเจือจาง (Diluent) หรือสารเพิ่มเนื้อ (Filler) เป็นสารที่ไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมีกับสารอื่น แต่ถูกเติมลงไปในเม็ดยาเพื่อเพิ่มขนาดของเม็ดให้สามารถผ่านกระบวนการอัดเม็ดได้ อย่างเช่น ไดแคลเซียมฟอสเฟตซึ่งเป็นแหล่งของแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ดี มักใช้ในยี่ห้อที่มีคุณภาพ เป็นสารที่สกัดจากหินแร่บริสุทธิ์ มีลักษณะเป็นผงสีขาว แต่บางครั้งก็อาจนำเอาซอร์บิทอลและเซลลูโลส (เส้นใยจากพืช) มาใช้แทน

- สารยึดเกาะ (Binder) สารในกลุ่มนี้ช่วยเพิ่มการเกาะตัวของวัตถุดิบที่เป็นผง หรืออีกนัยหนึ่งคือ สารยึดเกาะเป็นสารที่ทำให้วัตถุดิบต่าง ๆ ซึ่งเป็นผงรวมกันเป็นเม็ดได้ สารที่มีการใช้บ่อยที่สุดคือ เซลลูโลสและเอทิลเซลลูโลส เซลลูโลสเป็นส่วนประกอบหลักของเส้นใยในพืช บางครั้งอาจมีการใช้เลซิทินหรือซอร์บิทอลแทน สารยึดเกาะอีกตัวที่อาจมีการนำมาใช้ แต่คุณควรดูให้ดีและหลีกเลี่ยงคือ อะเคเซีย ซึ่งเป็นยางจากพืชที่ผานมาตรฐานว่าปลอดภัยระดับหนึ่ง หรือจีอาร์เอเอส จากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา แต่อาจทำให้เกิดอาการหอบหืดกำเริบและผื่นแพ้ในผู้ที่เป็นหืด หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีแนวโน้มจะแพ้ได้ง่าย

- สารหล่อลื่น  (Lubricant) สารมีความมันที่ถูกเติมเข้าไปในเม็ดยาเพื่อไม่ให้ติดกับเครื่องจักรที่ผลิต แคลเซียมสเตียเรตและซิลิกาเป็นสารที่ใช้กันบ่อยที่สุด แคลเซียมเตียเรตดัดแปลงมาจากน้ำมันพืชธรรมชาติ ส่วนซิลิกา มีลักษณะเป็นผงสีขาวมีอยู่ตามธรรมชาติ บางครั้งอาจใช้เป็นแมกนีเซียมสเตียเรตได้เช่นกัน

- สารช่วยการแตกตัว (Disintegrator) อย่างเช่น สารกัมอราบิก อัลจินและอัลจิเนต ซึ่งถูกเติมลงไปในเม็ดยาเพื่อให้เกิดการแตกตัวหลังจากรับประทานเข้าไป

- สี (Color) ช่วยให้เม็ดยาดูสวยงามน่ารับประทานขึ้น สีจากแหล่งธรรมชาติ เช่น คลอโรฟิลล์ ถือว่าดีที่สุด

- สารแต่งรสและสารให้ความหวาน (Flavor และ Sweetener) ใช้เฉพาะในเม็ดแบบเคี้ยว สารให้ความหวานที่ใช้มักเป็นฟรักโทส (น้ำตาลจากผลไม้) มอลต์เดกซ์ทริน ซอร์บิทอล หรือมอลโทส ส่วนซูโครส (น้ำตาลทราย) ไม่ค่อยมีการนำมาใช้ โดยเฉพาะในยี่ห้อที่มีคุณภาพ

- สารเคลือบผิว (Coating material) เป็นสารที่ใช้เพื่อป้องกันเม็ดยาจากความชื้น ช่วยกลบรสชาติหรือกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ และยังทำให้เม็ดยากลืนง่ายขึ้นด้วย ซีน (Zein) เป็นสารตัวหนึ่งที่มีการนำมาใช้ เป็นสารธรรมชาติสกัดจากโปรตีนข้าวโพด มีลักษณะเป็นฟิล์มใสเคลือบภายนอก สารอีกตัวที่มีการนำมาใช้บ่อยคือ บราซิลแว็กซ์ ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่สกัดจากต้นปาล์ม

- สารทำให้แห้ง (Drying agent) เป็นสารที่ช่วยป้องกันไม่ให้วัตถุดิบในวิตามินที่ดูดซึมน้ำได้ดูดซับความชื้นในขณะผลิต ซิลิกาเจลเป็นสารที่มีการนำมาใช้กันบ่อยที่สุด





เรื่องของสารโภชนบำบัด


เรื่องของสารโภชนบำบัด

อาหารเสริม: สารโภชนบำบัด (Nutraceutical) อาจจัดได้ว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับการแพทย์สาขาเวชศาสตร์ป้องกันในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา

สารโภชนบำบัด

มันคือสารที่สกัดจากผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (อาหารหรือบางส่วนของอาหาร) ที่มีผลในการรักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลไม่ต่างจากยา เช่น ไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง ไฮเพอริคัมและพอลิฟีนอลในเซนต์จอห์นส์วอร์ต (สมุนไพรชนิดหนึ่ง ยังไม่เป็นที่รู้จักในบ้านเรา) ซึ่งมีคุณสมบัติในการแก้อาการซึมเศร้า สารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเหล่านี้สกัดจากพืช สาหร่ายและแห่งทางชีวภาพอื่น ๆ แล้วถูกนำมาทำให้เข้มข้นขึ้น แปรรูปเป็นเม็ดอัดผง หรือแคปซูล 

และทุกวันนี้ได้ใช้ในการป้องกันโรคต่าง ๆ ตลอดจนใช้รักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทั่วไป ซึ่งเดิมเคยมีแต่เพียงยาแผนปัจจุบันตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ยาต้านอาการซึมเศร้าอย่างแพ็กซิลและโปรแชก ซึ่งอยู่ในกลุ่ม SSIRs พบว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับสารโภชนบำบัดอย่าง 5-HTP ซึ่งเป็นสารสกัดจากเมล็ดของต้นไม้ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Griffonia simplicifolia
สารโภชนบำบัด ยังหมายรวมถึงการนำสารเคมีในอาหารที่ดีต่อสุขภาพมาทำให้เข้มข้น เพื่อการบริโภคเสริมในแต่ละวันด้วย เนื่องจากมีเพียงร้อยละ 9 ของชาวอเมริกันเท่านั้นที่รับประทานผักและผลไม้ถึงห้าหน่วยบริโภคต่อวัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้จึงมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อภาวะโภชนาการของประชากรในประเทศ

ปัจจุบันมีอาหารที่เติมสารโภชนบำบัดจากพืช เช่น ขนมขบเคี้ยวเติมสารพฤกษเคมีจากถั่วเหลือง (ไฟโตเอสโทรเจน) เพื่อบรรเทาอาการร้อนวูบวาบในผู้หญิงวัยทอง และเพื่อป้องกันปัญหาต่อมลูกหมากในผู้ชาย มาร์การีนที่เติมสารโภชนบำบัดเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และลูกอมที่เติมสารโภชนบำับัดจากพืชสำหรับเด็กที่ไม่ยอมบริโภคผัก มีทางเลือกใหม่ ๆ มากมายในทุกวันนี้ที่คุณจะเลือกสรรเพื่อเติมเต็มให้สุขภาพของคุณ


อนุมูลอิสระหาได้จากกินของใกล้ตัว

อนุมูลอิสระหาได้ง่าย ๆ จากของกินใกล้ตัว

อนุมูลอิสระ

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระมาบ้างแล้ว  ทราบไหมคะว่าอาหารจำพวกใดที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่  สารต้านอนุมูลอิสระจะพบมากใน แอบเปิ้ล ส้ม องุ่น มะเขือเทศ หัวหอม ชา และกาแฟ ซึ่งการกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำจะช่วยยับยั้งไม่ให้ร่างกายหลังสารฮิสตามีน


ซึ่งเป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ออกมา  และยังทำให้อวัยวะในระบบทางเดินหายใจทำงานได้ดีขึ้นด้วย  อีกทั้งยังช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึงและช่วยรักษารอยแผลเป็นให้จางหายได้  นอกจากนี้แอบเปิ้ลและกาแฟยังช่วยป้องกันและลดอาการของโรคหอบหืดได้ด้วย  จากงานวิจัยพบว่าการดื่มกาแฟแบบไม่ใส่น้ำตาล 3 แก้วต่อวัน จะช่วยป้องกันการป่วยเป็นโรคหอบหืดได้
และการกินแอบเปิ้ลทุกวันจะช่วยลดอาการหอบหืดกำเริบแบบฉับพลันได้อีกด้วย  เห็นไหมล่ะคะว่าของกินที่หาได้ง่ายใกล้ตัวเรานั้นมีประโยชน์มากมาย  แถมยังช่วยป้องกันและรักษาโรคได้  เราจึงควรที่จะหันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้กันเถอะ  เพื่อสุขภาพที่ดีของเรานั่นเอง

ความหมายและการทำงานของสารอาหาร


ความหมายและการทำงานของสารอาหาร

สารอาหาร


สารอาหารคืออะไร

มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างมากกว่าวิตามิน แม้คนจะชอบคิดว่าสารอาหารคือวิตามินเท่านั้น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน (ซึ่งมกรดแอมิโนเป็นหน่วยก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน) ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน และน้ำ ล้วนจัดเป็นสารอาหารทั้งสิ้น สารอาหารเป็นส่วนของอาหารที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพที่แข็งแรง สารอาหารมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อพลังงาน การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ การเผาผลาญอาหารและการเจริญเติบโตของเซลล์

สารอาหารทำงานอย่างไร

โดยทั่วไปแล้ว สารอาหารทำงานโดยผ่านกระบวนการย่อยอาหาร การย่อยอาหารเป็นกระบวนการทางเคมีที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องเพื่อแปลงรูปอาหารที่ผ่านปากเข้าสู่ร่างกาย ให้มีโครงสร้างที่เรียบง่ายขึ้น สารอาหารจะถูกแยกย่อยโดยการทำงานของเอนไซม์ให้มีขนาดเล็กลงและมีโครงสร้างทางเคมีที่ง่ายขึ้น ซึ่งจะง่ายต่อการถูกดูดซึมผ่านผนังของทางเดินอาหาร อันเป็นท่อปลายเปิดที่มีกล้ามเนื้อห่อหุ้มยาวติดต่อกันกว่า 30 ฟุตจากปากจนถึงทวารหนัก และเข้าสู่กระแสเลือดในที่สุด

ข้อแตกต่างระหว่างสารอาหารหลักกับสารอาหารรอง

สารอาหารรอง หรือ Micronutrients เช่น วิตามินและเกลือแร่ไม่ได้เป็นตัวที่ให้พลังงานกับเราโดยตรง แต่สารอาหารหลัก หรือ Macronutrients เช่น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน เป็นตัวที่ให้พลังงาน เพียงแต่จะให้พลังงานก็ต่อเมื่อมีสารอาหารรองในปริมาณเพียงพอที่จะให้มันทำงานได้
ปริมาณของสารอาหารรองและสารอาหารหลักที่คุณต้องการเพื่อคงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดีนั้นแตกต่างกันมาก แต่ต่างก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

บทความอาหารเสริมที่เกี่ยวข้อง