ss HEALTH 2 U สาระสุขภาพ: การรักษาสุขภาพ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การรักษาสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การรักษาสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วิธีแก้ปัญหา สำหรับคนที่มีกลิ่นเท้าอันไม่พึงประสงค์


ในบางครั้งเราจะมีเหงื่อออกมามากเนื่องจากถูกใช้งานมากกว่าที่ควร โครงสร้างของเท้าที่ผิดปกติเช่นเท้าที่ไม่มีส่วนโค้ง หรือการงานบางอย่างที่ทำให้ท่านต้องเดินทั้งวันนั้น อาจเป็นสาเหตุสำคัญของกลิ่นเท้าได้


สาเหตุทั้งสองประการนี้ ทำให้กล้ามเนื้อที่เท้าต้องทำงานมากขึ้น ยิ่งเท้าของท่านต้องทำงานมากเท่าไรเหงื่อก็จะถูกขับออกมามากขึ้นเท่านั้นเพื่อทำให้เท้าเย็นลง

ถึงแม้ว่าเท้าที่มีเหงื่อออกมานั้น ไม่จำเป็นต้องมีกลิ่นก็ตาม แต่ความเปียกชื้นนี่แหละ เป็นตัวเชื้อเชิญให้แบคทีเรียได้เจริญเติบโตและก่อให้เกิดกลิ่นขึ้นในที่สุด

ถ้าท่านแก้ไขปัญหาโดยการเสริมส่วนโค้งของเท้าในรองเท้า ท่านจะสามารถลดปริมาณของเหงื่อ ที่ถูกขับออกมาได้ คือถ้ากล้ามเนื้อที่เท้าไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ความร้อนก็จะไม่ถูกส่งออกมามากนัก ท่านควรรักษาความสะอาดเท้าของท่านอย่างพิถีพิถันโดยใช้สบู่ผสมกับน้ำอุ่นและล้างเท้าบ่อยๆ วันละหลายๆครั้งถ้าเหงื่อออกมากและมีกลิ่น ถูเบาๆ ด้วยแปลงอ่อนระหว่างนิ้วเท้าและเช็ดให้แห้งโดยตลอด

หลังจากนั้นรวยแป้งที่ใช้สำหรับเท้า(แป้งข้าวโพด)หรือทายาฆ่าเชื้อรา อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้เท้าแห้งและเย็นสบาย คือการโรยแป้งข้าวโพดหรือแป้งแร่ทำจากแร่ชนิดหนึ่งในรองเท้า

หลักใหญ่ๆ ในการควบคุมกลิ่นเท้าคือ การใช้ยายับยั้งการขับเหงื่อหรือยากำจัดกลิ่นที่เท้าของท่าน ท่านอาจจะใช้ยากำจัดกลิ่นสำหรับเท้าหรือชนิดที่ใช้กับรักแร้ก็ได้ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่ายากำจัดกลิ่นนั้นจะกำจัดแต่กลิ่นเท่านั้น มันจึงไม่สามารถหยุดยั้งการขับเหงื่อได้

อย่าใช้ยายับยั้งการขับเหงื่อ ถ้าท่านมีโรคเชื้อราที่เท้าเพราะจะทำให้แสบและควรใช้วันละ 2 หรือ 3 ครั้งในตอนเริ่มต้น แล้วจึงค่อยๆ ลดลงจนเหลือวันละครั้ง

วิธีแก้ไขที่สมเหตุสมผลสำหรับเท้าที่มีเหงื่อออกมากและมีกลิ่นคือ การเปลี่ยนถุงเท้าให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถึงแม้ว่าจะต้องเปลี่ยนวันละ 3 หรือ 4 ครั้งก็ตาม  และควรใส่ถุงเท้าที่ทำจากใยฝ้ายเสมอเพราะว่าใยฝ้ายดูดซับเหงื่อได้ดีกว่าใยสังเคราะห์ การใส่ถุงเท้าครั้งละ 2 คู่ จะช่วยลดเหงื่อที่เท้าได้ เพราะอากาศระหว่างถุงเท้าจะช่วยทำให้เท้าเย็นลง แต่ควรใส่ถุงเท้าใยฝ้ายก่อนแล้วใส่ถุงเท้าที่ทำจากขนแกะข้างนอก และหลีกเลี่ยงการใช้ถุงเท้าใยสังเคราะห์ซึ่งจะทำให้เหงื่อออกมามากขึ้น

รองเท้าที่หุ้มเท้าโดยตลอดจะทำให้เหงื่อที่เท้าออกมามาก และเป็นแหล่งเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่น ถ้าเป็นไปได้พยายามใส่รองเท้าชนิดที่เปิดนิ้วเท้าแต่หลีกเลี่ยงรองเท้าที่ทำจากยางหรือพลาสติก ซึ่งทำให้อากาศไม่ถ่ายเท และไม่ควรใส่รองเท้าคู่เดียวติดกัน 2 วันควรปล่อยทิ้งไว้ให้เหงื่อได้ระเหยจากรองเท้าจนแห้งโดยตลอดก่อนที่จะใส่อีกครั้งหนึ่ง

วิธีปฏิบัติตามลำดับเพื่อช่วยให้เท้าแห้งในตอนกลางคืนก่อนเข้านอนคือ การทำความสะอาดเท้าด้วยแอลกอฮอล์ ถ้ายากำจัดกลิ่นที่ฝ่าเท้า พันเท้าด้วยพลาสติกที่ทำให้เหงื่อออกซึ่งจะทำให้เท้าดูดซึมตัวยาได้ดีกว่า ใส่ถุงเท้าทับอีกชั้นหนึ่งและหลังเท้าในตอนเช้า ปฏิบัติเช่นนี้ทุกๆคืนเป็นเวลา 1 สัปดาห์และหลังจากนั้นปฏิบัติสัปดาห์ละ 1 หรือ 2 ครั้งถ้าจำเป็น

การแช่เท้าลงในน้ำที่ผสมกับส่วนผสมต่างๆนั้น สามารถทำให้เท้าแห้งและกำจัดกลิ่นเท้าได้ซึ่งมีด้วยกันหลายวิธีดังต่อไปนี้

  1.  ต้มน้ำ 1 ลิตรกับถุงชา 3 หรือ 4 ถุงประมาณ 10 นาที แล้วผสมน้ำเย็นเพื่อทำให้อุ่นพอที่จะแช่เท้าได้ แช่เท้าของท่านประมาณ 20-30 นาทีเช็ดให้แห้งแล้วรวยแป้ง ปฏิบัติเช่นนี้วันละ 2 ครั้งจนกว่าจะควบคุมปัญหาของกลิ่นเท้าได้ หลังจากนั้นปฏิบัติสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
  2. แช่เท้าลงในส่วนผสมของน้ำ 1 ลิตรกับเกลือชนิดหยาบครึ่งถ้วย
  3.  โซดาไฟ ทำให้ผิวของเท้าเป็นกรดมากขึ้นและยังผลให้กลิ่นเท้าลดลง ละลายโซดาไฟ 1 ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำ 1 ลิตร แช่เท้าประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15 นาที
  4.  น้ำส้มก็เป็นกรดอีกชนิดหนึ่งเหมือนกัน ผสมน้ำส้มครึ่งถ้วยกับน้ำ 1 ลิตร และแช่เท้าประมาณ 15 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
  5. แช่เท้าลงในน้ำอุ่นและน้ำเย็นสลับกัน ทำให้การไหลเวียนของโลหิตที่เท้าลดลงและเป็นการลดการขับเหงื่อด้วย หลังจากนั้นแช่เท้าลงในน้ำแข็งผสมกับน้ำมะนาว แล้วถุงเท้าของท่านด้วยแอลกอฮอล์เท้าของท่านมีเหงื่อออกมากท่านอาจจะปฏิบัติเช่นนี้ทุกวันก็ได้ แต่สำหรับผู้ที่มีโรคเบาหวานและผู้ที่มีการไหลเวียนของโลหิตผิดปกตินั้นไม่ควรใช้วิธีนี้

ต่อมเหงื่อที่เท้าของท่านก็เช่นเดียวกับต่อมเหงื่อที่รักแร้และที่ฝ่ามือ  มันจะมีปฏิกิริยาต่ออารมณ์ต่างๆ ด้วยการขับเหงื่อออกมา อันยังผลให้มีแบคทีเรียเพิ่มมากขึ้นในรองเท้าของท่านและมีกลิ่นตามมา

ระวังอาหารที่ท่านทานด้วย เวลาท่านรับประทานอาหารที่มีรสจัดหรือกลิ่นแรงเช่น หัวหอม พริกไทยหรือกระเทียมเปลี่ยนของอาหารเหล่านี้จะถูกขับออกมาทางต่อมเหงื่อที่เท้าของท่าน ด้วยเหตุนี้เองเท้าของท่านจึงอาจมีกลิ่นเหมือนกับอาหารที่ท่านรับประทานเข้าไปก็ได้

การดูแลตัวเองอย่างง่าย ๆ เมื่อเป็นไข้หวัด


ด้วยการดูแลรักษาตามอาการ โดยไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ) ดังนี้



1.      พักผ่อน หยุดเรียน หยุดงาน เวลาออกนอกบ้านหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น ควรสมหน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ หรือการชโลมมือด้วยเจลแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อหวัดให้ผู้อื่น

2.      งดสูบบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่

3.      ดื่มน้ำมาก ๆ เช่น น้ำอุ่น น้ำมะนาวหรือน้ำขิงอุ่น  ซุปร้อน ช่วยให้ชุ่มคอ แก้คัดจมูก

4.      ดื่มนม น้ำผลไม้ กินอาหารอ่อนหรืออาหารที่ย่อยง่าย

5.      หลีกเลี่ยงการอาบน้ำเย็น และหมั่นเช็ดตัวเวลามีไข้สูง

6.      ถ้ามีอาการเจ็บคอ ให้กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ (ผสมเกลือ ½-1 ช้อนชารหือช้อนป้อนยาเด็ก ขนาด 5 มล. ในน้ำอุ่น 1 แก้ว ขนาด 250 มล.) วันละ 2-3  ครั้ง

7.      ถ้ามีไข้สูง กินพาราเซตามอลบรรเทา หากไม่มีไข้หรือมีไข้เพียงเล็กน้อยไม่ต้องกิน

8.      เด็กโตและผู้ใหญ่ ถ้ามีน้ำมูกมาก กินยาลดน้ำมูก แนะนำให้กนิคลอร์เฟนิรามิน (ซึ่งเป็นยาแก้หวัด แก้แพ้ตัวเก่าแก่และอาจทำให้ง่วงซึม) จะมีฤทธิ์ช่วยลดน้ำมูกได้ดีกว่ายาแก้หวัดแก้แพ้ชนิดใหม่ ๆ ที่กินแล้วไม่ง่วง ถ้าไอมาก จิบน้ำอุ่นบ่อย  หรือกินยาแก้ไข บรรเทาเป็นครั้งคราว

สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 4 ขวบ ไม่ควรกินยาลดน้ำมูกและยากแก้ไอแบบผู้ใหญ่ เพราะอาจมีโทษมากกว่าประโยชน์

ถ้ามีน้ำมูกมาก ให้ใช้กระดาษทิชชูหรือไม่พันสำลีเช็ดออก หรือใช้ลูกยางแดงดูดออก

ถ้าไอมาก ให้จิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน ผสมกับน้ำมะนาว 1 ส่วน) ซึ่งห้ามใช้สำหรับทารกอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เพราะอาจมีการติดเชื้อที่ปนเปื้อนในน้ำผึ้งแทรกซ้อน เนื่องจากสภาพร่างกายมีภูมิคุ้มกันน้อยกว่าทารกที่มีอายุมากกว่า 1 ขวบได้

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว ก็ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ดูแลสุขภาพของตนเองและคนใกล้ชิดให้ดี และหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ครับ

การกินวิตามินเพื่อการมีสุขภาพร่ายกายที่ดี

ร่างกายของเราต้องการวิตามิน เพื่อการมีสุขภาพที่ดี นี่คือวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย

เป็นที่ทราบกันว่าวิตามินเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ปัญหาที่พบคือ หลายคนไม่ได้รับประทานอาหารที่เหมาะสมเป็นประจำ ทำให้ร่างกายอาจขาดวิตามินตามที่ต้องการ จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ได้รับวิตามินเพียง 30 % ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน การทานอาหารอย่างสมดุลสามารถช่วยได้ แต่การเสริมวิตามินจะช่วยให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุตามที่ร่างกายต้องการ แต่มีวิตามินใดบ้างที่เราต้องการ และพวกมันมีหน้าที่อะไร เราจะหาแหล่งวิตามินนั้นจากที่ไหน นี่คือทุกสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับวิตามิน 
อาหารเสริมและวิตามิน

        วิตมิน เอ วิตามิน เอ ดีต่อการมองเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ที่มีแสงสลัวๆ และช่วยในการเจริญเติบโตของฟัน กระดูก และผิวหนัง นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อด้วย แหล่งอาหารที่ดีที่สุด คือ นม เนย โยเกิร์ต ตับ ปลาแซลมอน บร็อคโคลี่ ถั่วเขียว อัลมอนด์ หัวผักกาดเขียว 
        วิตามิน บีรวม
        วิตามิน บี1 ช่วยเซลล์ของร่างกายในกระบวนการผลิตพลังงาน จากคาร์โบไฮเดรต อาหารที่ประกอบด้วยธัญพืช เช่น ขนมปัง ข้าว พาสต้า และซีเรียล เป็นแหล่งวิตามินที่ดีพอๆกับเนื้อหมู ตับ และอวัยวะส่วนอื่นๆ ในการเสริมสร้างวิตามิน บี1 ให้ร่างกาย
        วิตามิน บี2 ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก และช่วยดูแลผิวหนังให้ชุ่มชื้น มีสุขภาพดี มีอยู่ในนม เนื้อสัตว์ ถั่ว ตับ ผักใบเขียวและขนมปัง ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช
        วิตามิน บี6 ช่วยในกระบวนการย่อยโปรตีนของร่างกาย เพื่อให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างปกติ และยังเป็นตัวช่วยในการป้องกันการเกิดนิ่วในไต การติดเชื้อ อาการก่อนการมีประจำเดือน และภาวะซึมเศร้า เราได้รับวิตามิน บี6 ในแต่ละวันได้โดย การทานปลา ถั่วเหลือง อะโวคาโด ไก่ ถั่วเมล็ดแบน กล้วย กะหล่ำดอก ถั่วเขียว มันฝรั่ง ผักโขม และลูกเกด
        วิตามิน บี12 มี่ความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย และบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดงให้เป็นปกติ และยังช่วยปกป้องความสมบูรณ์ของระบบประสาท และดูแลการเจริญเติบโตของผิวหนัง แหล่งอาหารที่ดีที่สุดคือ ปลาแซลมอน ไก่ เนย ปลาทูน่า หอยกาบ ปู และหอยนางรม 
        วิตามิน ซ๊ ดีต่อสุขภาพเหงือกและฟัน ทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ช่วยป้องกันร่างกายจากอาการช้ำ และยังช่วยรักษาบาดแผลให้หายเร็ว พบได้ในน้ำส้ม เกรปฟรุต พริกเขียว มะเขือเทศ ผักโขม บร็อคโคลี่ กีวี่ และราสเบอร์รี่ 
        วิตามิน ดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสของร่างกาย ซึ่งจำเป็นต่อการบำรุงกระดูกให้แข็งแรง และป้องกันโรคกระดูกพรุน เป็นที่ทราบกันว่า วิตามิน ดี เป็นวิตามินแสงแดด เพราะได้จากแสงแดด ตลอดจนอาหารชนิดต่างๆเช่น เนย ไข่ ปลาแซลมอน ปลาซาดีน นม ซีเรียลและมาการีน 
        วิตามิน อี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ยอดเยี่ยม และอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคมะเร็งบางชนิด น้ำมันพืชให้วิตามิน อี ได้พอๆกับถั่ว เมล็ดพันธุ์พืช จมูกข้าวสาลี และผักใบเขียว 
        กรดโฟลิค เป็นที่ทราบกันว่าโฟเลตและกรดโฟลิคมีบทบาทสำคัญในการสร้างเซลล์ใหม่ในร่างกาย ทำงานรวมกับวิตามิน บี12 ในการสร้างฮีโมโกบินในเซลล์เม็ดเลือดแดง ถ้ากรดโฟลิคไม่เพียงพออาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางและรู้สึกอ่อนเพลีย แหล่งอาหารของกรดโฟลิคมีอยู่ใน น้ำส้ม สัตว์ปีก หน่อไม้ฝรั่ง กล้วย สตรอเบอร์รี่ ปลาทูน่า พืชตระกูลถั่ว ตับ และผักกินใบ 
        ในแต่ละวันถ้ามื้ออาหารของเราผิดปกติ หรือขาดวิตามินที่จำเป็น การเสริมมื้ออาหารด้วยวิตามินต่างๆ จะช่วยให้เราได้รับวิตามินที่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการบำรุงดูแลร่างกายให้แข็งแรง


บทความอาหารเสริมที่เกี่ยวข้อง