ss HEALTH 2 U สาระสุขภาพ: ประโยชน์ของวิตามิน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประโยชน์ของวิตามิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประโยชน์ของวิตามิน แสดงบทความทั้งหมด

จิงโกบิโลนา แคปซูลแป๊ะก๊วยช่วยบำรุงสมองป้องกันความจำเสื่อม

จิงโกบิโลนา แคปซูลแป๊ะก๊วยช่วยบำรุงสมองป้องกันความจำเสื่อม

ถ้าพูดถึงของหวานอย่างแป๊ะก๊วยในน้ำเชื่อมหลายคนต้องรู้จักหรือเคยรับประทานอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากพูดถึงจิงโกบิโลบา อาจยังมีบางคนไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แป๊ะก๊วยหรือจิงโกบิโลบาคือสิ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีสายพันธุ์เก่าแก่ที่สุดในโลกสายพันธุ์หนึ่งจนได้ชื่อว่าฟอสซิลที่ยังมีชีวิต มีการคาดการณ์ว่าจิงโกบิโลบาอยู่บนโลกนี้มากว่า 200 ล้านปีมาแล้ว และมีบันทึกว่ามนุษย์ได้ใช้จิงโกบิโลบาเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคมากว่า 5,000 ปีแล้ว โดยในปัจจุบันจิงโกบิโลนา ได้เปลี่ยนโฉมหน้ามาเป็นแคปซูลแป๊ะก๊วย มีสรรพคุณโดดเด่นในเรื่องของการช่วยบำรุงสมองป้องกันความจำเสื่อม

อาหารเสริมแคปซูลแป๊ะก๊วย

สารออกฤทธิ์สำคัญที่พบในจิงโกบิโลบา 2 ชนิด คือ 

1. จิงโก ฟลาโวน ไกลโคไซด์ (Ginkgo flavone glycosides) ออกฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริม ความแข็งแรงแก่เส้นเลือดฝอย ลดการอักเสบ ลดความเสี่ยงการห้อเลือด 

2. เทอร์ปีนส์ แลคโตน (Terpenes lactone) ออกฤทธิ์ลดความเสี่ยงการแข็งตัวของเลือด เพิ่มกระแสไหลเวียน ของโลหิตไปเลี้ยงสมอง และช่วยให้ร่างกายใช้น้ำตาลกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงการถูก ทำลายของเส้นประสาทในขณะที่สมองขาดออกซิเจน สารกลุ่มนี้ประกอบด้วยสารสำคัญ 2 ชนิด คือ บิโล บาไลด์ (Bilobalides) และจิงโกไลด์ (Ginkolides) สารสกัดที่ได้จากจิงโก บิโลบา ให้สารสกัดที่ใช้ ประโยชน์ในการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในสมอง สำหรับการใช้สมองอย่างหนัก โดยมีรายงานวิจัยที่ สนับสนุนถึง 400 ผลงานวิจัย ตั้งแต่ปลายปี 2493 ถึงปัจจุบันยืนยันในประสิทธิภาพดังกล่าว 

ประโยชน์ของจิงโกบิโลนา แคปซูลแป๊ะก๊วย 


1. ช่วยลดอัตราการเกิดโรคอัลไซเมอร์ กระตุ้นความจำและเสริมสร้างสมาธิได้เป็นอย่างดี 

2. บำรุงสมองให้สดใส ไม่เพลียง่าย โดยส่งเสริมการไหลเวียนเลือดในสมอง 
3. ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว วิงเวียนศรีษะ หูอื้อ อาการโลกหมุน 
4. ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศชาย โดยเสริมการไหลเวียนเลือด ทำให้แข็งตัวง่ายขึ้น 
5. ต่อต้านอนุมูลอิสระ 

การเลือกรับประทานแป๊ะก๊วยเป็นของหวาน หรือเลือกทานเป็นที่แปรรูปเป็นแคปซูลแล้ว สามารถทำได้ตามความสะดวกของผู้บริโภค เพราะทั้งสองแบบมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น

ไปหน้าแรก  อาหารเสริมและวิตามิน


Source: siambodycare.com

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิตามินบี 3 (ไนอะซิน,ไนอะซินาไมด์,กรดนิโคตินิก,นิโคตินาไมค์)

วิตามินบี 3 (ไนอะซิน,ไนอะซินาไมด์,กรดนิโคตินิก,นิโคตินาไมค์)

เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ และเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวบีรวม มีหน่วยวัดเป็นมิลลิกรัม (มก.) ร่างกายสามารถสร้างไนอะซินขึ้นเองได้โดยใช้กรดแอมิโนทริปโตแฟน  ผู้ที่ร่างกายขาดวิตามินบี 1 บี 2 และ บี 6 จะไม่สามารถสร้างไนอะวินจากทริปโตแฟนได้
การขาดไนอะวินส่งผลให้บุคลกิภาพเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงได้ ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน อยู่ที่ 13-19 มก. สำหรับผู้ใหญ่ ส่วนมารดาที่ให้นมบุตร ขนาดแนะนำคือ 20 มก.
มีส่วนสำคัญในการสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศ (เอสโทรเจน โพรเจสเทอโรน เทสทอสเทอโรน) เช่นเดียวกับคอร์ติโซน ไทรอกซิน และอินซูลิน
จำเป็นต่อสุขภาพที่ดีของระบบประสาทและการทำงานของสมอง
เป็นหนึ่งในวิตามิไม่กี่ตัวที่ค่อนข้างเสถียรในอาหาร ทนต่อกระบวนการปรุงอาหารและการเก็บรักษา โดยสูญเสียประสิทธิภาพน้อยมาก


วิตามินนี้ดีต่อร่างกายคุณอย่างไร
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
ช่วยในการเผาผลาญไขมัน และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น บรรเทาปัญหาต่าง ๆ ของระบบย่อยอาหาร
ช่วยให้ผิวพรรณของคุณแลดูมีสุขภาพดีขึ้น
ช่วยป้องกันและบรรเทาความรุนแรงของอาการปวดศีรษะจากไมเกรน
เพิ่มการไหลเวียนของเลือดและลดความดันโลหิต
บรรเทาการจู่โจมของอาการท้องร่วง
ลดอาการวิงเวียนศีรษะของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
เพิ่มพลังงานที่ได้จากการย่อยและเผาผลาญอาหาร
ช่วยรักษาอาการร้อนในและกลิ่นปาก

โรคจากการขาดวิตามิน
โรคเพลลากร้า จะมีอาการผื่นผิวหนังอักเสบรุนแรง

แหล่งจากธรรมชาติที่ดีที่สุด
ปลา เนื้อไม่ติดมัน ผลิตภัณฑ์โฮลวีต บริวเวอร์ยีสต์ ตับ จมูกข้าวสาลี ปลา ไข่ ถั่วลิสงคั่ว เนื้อขาวจากพวกสัตว์ปีก อะโวคาโด อินทผลัม มะเดื่อฝรั่ง ลูกพรุน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
มีวางจำหน่ายในรูปของไนอะซิน อินอซิทอลเฮกซานิโคติเนต หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ไนอะซินแบบไม่ร้อนวูบวาบ” และไนอะซินาไมด์ (ไนอะซินหรือกรดนิโคตินิก อาจทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาน ส่วนไนอะซินนาไมด์และอินอซอทอลเฮกซานิโคติเนต ซึ่งมีไนอะซินและอินอซิทอลจะไม่ทำให้เกิดอาการ แต่หากคุณอยากรับประทานในรูปของไนอะซิน คุณสามารถลดอาการร้อนวูบวาบได้โดยการรับประทานในขณะที่มีอาหารอยู่ในกระเพาะ หรือรับประทานร่วมกับอินอซิทอลในขนาดที่เท่ากัน)
มีทั้งแบบที่เป็นเม็ดอัด แคปซูล และผง ในขนาด 50-1,000 มก.
วิตามินบีรวม และวิตามินรวมอย่างดี มักมีไนอะซินรวมอยู่ด้วย 50-500 มก.(ดูที่ฉลาก)

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากไป
ไนอะซินปริมาณมากจะมีผลต่อการควบคุมระดับกรดยูริกในร่างกาย อาจทำให้ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นโรคเกาต์มีอาการปวดข้อขึ้นได้
ระดับไนอะซินในร่างกายที่สูงยังส่งผลต่อการควบคุมน้ำตาลในร่างกาย อาจทำให้ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวานมีปัญหาเรื่องการควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ หรือส่งผลให้อาการของโรคแสดงออกชัดเจน และอาจทำให้การทำงานของตับผิดปกติ
นอกจากโอกาสเกิดผลข้างเคียง เช่น อาการร้อนวูบวาบ หน้าแดง หรือคันตามตัว เมื่อรับประทานเกินกว่า 100 มก.แล้ว ไนอะซินก็ถือได้ว่าไม่มีอันตรายแต่อย่างใด
ไม่ควรให้สัตว์กินไนอะซิน โดยเฉพาะสุนัข เนื่องจากอาจทำให้สัตว์เกิดอาการร้อนวูบวาบ เหงื่ออก และสร้างความอึดอัดเป็นอย่างยิ่งได้

ศัตรู
น้ำ ยาในกลุ่มซัลฟา แอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ฮอร์โมนเอสโทรเจน
คำแนะนำส่วนตัว
หากคุณกำลังรับประทานยาปฏิชีวนะ และพบว่าอาการร้อนวูบวาบจากไนอะซินเป็นมากขึ้น อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เป็นอาการที่เจอได้ค่อนข้างบ่อย (อาการ้อนวูบวาบมักจะหายไปเองภายในเวลาราว 20 นาที การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยได้) แต่หากคุณเปลี่ยนไปรับประทาน “ไนอะซินแบบไม่ร้อนวูบวาบ” ที่มีอินอซิทอลเฮกซานิโคติเนตอยู่ด้วย อาจจะรู้สึกสบายขึ้น
เพื่อป้องกันการเสียดท้อง อย่ารับประทานไนอะซินในขณะท้องว่างและไม่ควรรับประทานพร้อมเครื่องดื่มร้อน
หากคุณมีปัญหาคอเลสเตอรอลสูง การรับประทานไนอะซินเพิ่มอาจช่วยแก้ปัญหาได้ (ผมแนะนำให้รับประทานภายใต้การดูแลของแพทย์ประจำตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณรับประทานยาอื่นอยู่ด้วย)
ผิวที่ไวต่อแสงแดด อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่บ่งว่าร่างกายขาดไนอะซิน




ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน)

ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับวิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน)

- เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ถูกดูดซึมได้ง่าย ปริมาณที่ถูกขับออกขึ้นกับความต้องการของร่างกาย และอาจเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการสูญเสียโปรตีน เช่นเดียวกับวิตามินบีตัวอื่น ๆ ร่างกายไม่เก็บสะสมวิตามินบี 2 เราจึงควรได้รับวิตามินบี 2 อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นทางอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- มีอีกชื่อหนึ่งว่า วิตามินจี
- มีหน่วยวัดเป็นมิลลิกรัม (มก.
- ข้อแตกต่างจากไทอะมีนคือ ไรโบฟลาวินไม่ถูกทำลายโดยความร้อน ปฏิกิริยาออกซิเดชัน หรือกรด แต่ถูกแสงสว่างทำลายได้โดยง่าย
- สำหรับผู้ใหญ่ปกติ ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 1.2-1.7 มก. 1.8 มก.สำหรับหกเดือนแรก และ 1.7 มก.สำหรับหกเดือนหลัง
- ในสภาวะเครียด ร่างกายจะต้องการเพิ่มขึ้น
- เป็นวิตามินที่พบว่าชาวอเมริกันขาดมากที่สุด คือ ไรโบฟลาวิน


วิตามินนี้ดีต่อร่างกายคุณอย่างไร
ช่วยในกระบวนการเจริญเติบโตและสืบพันธุ์,ส่งเสริมสุขภาพผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม,ช่วยกำจัดอาการเจ็บแสบในปาก ริมฝีปาก และลิ้น,ช่วยเสริมประสิทธิภาพการมองเห็น และบรรเทาอาการอ่อนล้าของสายตา,ทำงานร่วมกับสารอื่น ๆ ในการเผาผลาญอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และโปรตีน
ช่วยลดความเจ็บปวดจากอาการปวดศีรษะจากไมเกรน

โรคจากการขาดวิตามิน
โรคปากนกกระจอกหรือโรคขาดวิตามินบี 1 และบี 2 พบรอยโรคที่มุมปาก ริมฝีปาก ผิวหนัง และอวัยวะสืบพันธุ์

แหล่งจากธรรมชาติที่ดีที่สุด
นม ตับ ไต ชีส ผักใบเขียว ปลา ไข่ โยเกิร์ต ถั่ว

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
มีวางจำหน่ายทั้งแบบปริมาณสูงและต่ำ ขนาดที่ใช้กันโดยทั่วไปคือ 100 มก. เช่นเดียวกับวิตามินบีอื่น ๆ บี 2 จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อรับประทานสูตรที่รวมกับวิตามินบีตัวอื่นอย่างสมดุล
ขนาดที่ใช้รับประทานกันโดยทั่วไปคือ 100-300 มก.ต่อวัน
  
อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากไป
ยังไม่พบอาการเป็นพิษจากวิตามินชนิดนี้ อาการของการมีระดับวิตามินในร่างกายสูงเกินไปที่อาจมีได้คือ คัน รู้สึกชา หรืออาการแสบยิบ ๆ

ศัตรู
แสง โดยเฉพาะแสงแดดหรือแสงยูวี และความเป็นด่างจะทำลายไรโบฟลาวินได้ (ขวดบรรจุนมแบบทึบที่ใช้ในปัจจุบัน ช่วยป้องกันไม่ให้ไรโบฟลาวินถูกทำลายแบบที่เกิดกับนมที่บรรจุในขวดแก้วใส) ศัตรูตามธรรมชาติอื่นๆ  ได้แก่ น้ำ (บี 2 จะถูกเจือจางในน้ำที่ใช้ประกอบอาหาร) ยาในกลุ่มซัลฟาฮอร์โมนเอสโทรเจน แอลกอฮอล์

คำแนะนำ
หากคุณกำลังรับประทานยาคุมกำเนิด ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร คุณจะต้องการวิตามินบี 2 เพิ่มขึ้น
หากคุณรับประทานเนื้อแดงหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัวเพียงเล็กน้อย คุณควรพยายามรับประทานบี 2 ให้มากขึ้น มีความเป็นไปได้สูงที่คุณจะขาดวิตามินบี 2 หากคุณจำกัดอาการเป็นเวลานานเพื่อรักษาแผลหรือเบาหวาน (หากคุณกำลังรับการรักษาโรค ๆ อยู่ก็ตาม ปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการรับประทานอาหาร หรือลองอะไรใหม่)

สภาวะเครียดทุกประเภท ทำให้ร่างกายต้องการวิตามิบีรวมเพิ่ม วิตามินชนิดนี้ทำงานร่วมกับวิตามินบี 6 วิตามินซี และไนอะซินได้ดีที่สุด หากคุณกำลังรับประทานยาต้านมะเร็ง เช่น เมโทเทร็กแซต การรับประทานวิตามินบี 2 มากเกินไป อาจลดประสิทธิภาพของยา หากคุณกำลังรับประทานยาปฏิชีวนะ ร่างกายคุณอาจจะไม่ได้รับบี 2 อย่างที่ต้องการ นักดื่มต้องการวิตามินชนิดนี้เพิ่มขึ้น เพราะแอลกอฮอล์ขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน

ผลการศึกษาจากศูนย์โรคปวดศีรษะแห่งนิวอิงแลนด์ ในเมืองสแตมฟอร์ด รัฐคอนเนตทิคัต พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานบี 2 ทุกวัน วันละ 400 มก. จะมีความถี่ ระยะเวลา และความรุนแรงของโรคไมเกรนลดลงถึงร้อยละ 50 แต่ต้องรับประทานอย่างต่อเนื่อง 3-4 เดือนจึงจะเห็นผล




วิตามิน จะกินอย่างไรให้ถูกวิธีและได้ประโยชน์ครบถ้วน

วิตามินที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่มาจากอาหารที่เราทานเข้าไป และส่วนหนึ่งร่างกาย

สังเคราะห์ขึ้นเอง วิตามินที่ดีจึงต้องสกัดจากอาหาร  


วิตามินที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่มาจากอาหารที่เราทานเข้าไป และส่วนหนึ่งร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเอง วิตามินที่ดีจึงต้องสกัดจากอาหาร ถึงอย่างไร เราก็ไม่กินวิตามินแทนอาหาร และวิตามินก็ไม่ใช่ยา แต่เป็นสารสกัดจากสิ่งมีชีวิต (Organic) ที่จำเป็นสำหรับร่างกาย  มีหน้าที่ช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ถูกต้อง และช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะถ้าขาดวิตามินแล้วร่างกายจะหยุดทำงาน ในที่นี้จะขอเล่าถึงวิตามินบางตัวที่มีความสำคัญต่อภูมิชีวิต (Immune System) เรา ซึ่งเป็นที่รู้จักก็คือ วิตามินในกลุ่มแอนติออกซิแดนท์ ได้แก่ A, C, D และ E



วิตามิน A
พบใน น้ำมันตับปลา ผักสีต่างๆ เช่น แครอท ผักโขม และหัวบีทรู้ท
ประโยชน์
  • ช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน
  •  ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง
  • สร้างความต้านทานให้แก่ระบบหายใจ
  • ช่วยสร้างภูมิชีวิตให้ดีขึ้น และทำให้หายป่วยเร็วขึ้น
  • ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดอาการอักเสบของสิว ช่วยลบจุดด่างดำ และจุดวัยสูงอายุ
  •  ช่วยบรรเทาโรคเกี่ยวกับไทรอยด์
ปริมาณที่แนะนำ
  • ผู้ชายควรกินอาหารที่มีวิตามิน A 1,000 R.E. หรือเท่ากับ 5,000 I.U. ต่อวัน
  • ผู้หญิงควรกินอาหารให้ได้วิตามิน A 800 R.E. หรือ 4,000 I.U. ต่อวัน
  • หากกำลังตั้งครรภ์ควรกินเพิ่มเป็น 1,000 R.E. หรือ 5,000 I.U. ต่อวัน
  • สำหรับการกินวิตามิน A เป็นอาหารเสริมควรกินวันละ 10,000 I.U.
วิตามิน C 
ประโยชน์
  • เป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นตัวเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
  • ช่วยแผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น
  • ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
  •  ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (MUTATION)
  •  ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตาย (SIDS) ในกรณีเด็กอ่อน
  • ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน
  • ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
  •  ช่วยคลายเครียด
ปริมาณที่แนะนำ 
  • ในรายที่ขาดวิตามิน C ควรกิน เสริม วันละ 1,000 mg
วิตามิน D
พบมาก ในเนย นม เนยแข็ง และในแดด ดังนั้น เราจึงควรตากแดดวันละ 2-3 ชั่วโมง
ประโยชน์
  • ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยในการย่อยอาหาร เพิ่มพลังงาน และช่วยรักษาสิว ทั้งนี้หากกินร่วมกับวิตามิน B6 ในขนาดสูงๆ จะช่วยรักษาข้ออักสบ และโรคเรื้อนกวาง (สะเก็ดเงิน) ได้
ปริมาณที่แนะนำ 
  • ควรกินวิตามิน D เสริม วันละ 1,000 I.U
วิตามิน E
ประโยชน์
  • หน้าที่สำคัญที่สุดของวิตามิน E เป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ คือทำให้เกิดการเผาผลาญ (OXIDATION) โดยมีตัวออกซิเจนเป็นตัวการสำคัญ ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น เป็นตัวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ช่วยต้านการแข็งตัวของเลือด ช่วยลอความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด และลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดสมองและหัวใจ
  • บำรุงตับซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับเลือดมากมาย
  • ช่วยให้ระบบสืบพันธุ์ เซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อทำงานได้ตามปกติ
  •  บำรุงตับซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับเลือดมากมาย
  • ช่วยให้ผิวหนังสดใส และช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น
  • ช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้น และไม่อ่อนเพลียง่าย
ปริมาณที่แนะนำ
  • ควรกินวิตามิน E เสริม ขนาดเม็ดละ 400 I.U. วันละ 2 เม็ด เช้า-เย็น
  • ไม่ควรกินในปริมาณที่มากเกินไป เพราะอาจเกิดความดันโลหิตสูงได้ในบางราย วิธีแก้อาการดังกล่าวคือ ควรกินในปริมาณ 100 I.U. ก่อน แล้วจึงเพิ่มปริมาณเป็น 200 I.U. และ 400 I.U. ตามลำดับ
  •  หากกินเหล็กและวิตามิน E พร้อมกัน จะเกิดภาวะที่ร่างกายไม่สามารถดูดวึมวิตามิน E ได้ วิธีแก้คือ ควรแยกกินวิตามิน E ก่อนธาตุเหล็ก 8-12 ชั่วโมง



บทความอาหารเสริมที่เกี่ยวข้อง